วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557
WHO: Ebola Outbreak Is a Public Health Emergency
อนามัยโลกประกาศให้ไวรัสอีโบลาเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่าบาทหลวงมิเกล ปาฮาเรส ชาวสเปน กำลังจะเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาคนที่ 3 ของโลก ที่จะได้รับการทดลองรักษาด้วยยา "ซีแมปป์" ต่อจากนพ.เคนท์ แบรนท์ลีย์ และพญ.แนนซี ไรท์โบล แพทย์อาสาชาวอเมริกัน 2 คน ซึ่งได้รับเชื้อไวรัสมรณะชนิดนี้ ขณะทำงานอาสาอยู่ในไลบีเรีย
อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก ( ฮู ) และผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์จำนวนไม่น้อยยังคงมีความสงสัยกับยาชนิดนี้ซึ่งยังคงอยู่ในขั้นทดลอง ว่าอาจไม่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาได้อย่างถาวร
ทั้งนี้ ยาซีแมปป์เป็นเซรั่มทดลองที่สกัดจากสารภูมิต้านทาน 3 ชนิด เพื่อหวังใช้เป็นตัวหยุดยั้งและทำลายเชื้อไวรัสอีโบลา อย่างไรก็ตาม บริษัท "แมปป์ ไบโอฟามาซูติคัล" ของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้พัฒนายาชนิดนี้ ยังคงเก็บข้อมูลของยาเอาไว้เป็นความลับสุดยอด โดยเผยเพียงเคยมีการนำยามาทดลองใช้กับลิงจำนวนหนึ่งที่ติดเชื้อ ซึ่งผลปรากฎว่า 43% ของลิงที่รับการทดลองหายจากอาการป่วย
นอกจากนี้ กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและยุ่งยาก การโคลนสารภูมิต้านทานเข้าไปในต้นยาสูบแล้วรอให้เกิดกระบวนการก่อนสกัดสารภูมิต้านทานบริสุทธิ์ออกมาอีกครั้งนั้นใช้เวลานานมาก กว่าจะได้ 1 โดสอาจต้องใช้เวลานานถึง 2 เดือนเลยทีเดียว กระนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังหาทางเร่งการผลิตให้มีความเร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เช่นกัน
แม้อาการของนพ.แบรนท์ลีย์และพญ.ไรท์โบลจะดีขึ้น แต่ยังไม่มีรายงานชิ้นใดสามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า เกิดจากผลการทำงานของยาซีแมปป์จริง ขณะที่ทั้งฮูและศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ ( ซีดีซี ) ยังคงยืนยันว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยาตัวใดสามารถป้องกันและรักษาอาการป่วยที่เป็นผลจากการได้รับเชื้อไวรัสอีโบลาได้ 100% วิธีทางการแพทย์ในเวลานี้เป็นเพียงการรักษาตามอาการ โดยเน้นเรื่องการควบคุมความดันโลหิตของผู้ป่วยให้อยู่ในระดับปกติ และกักบริเวณในสถานที่แห้งสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่มเติมเท่านั้น
นอกเหนือจากยาซีแมปป์แล้ว มีรายงานด้วยว่า บริษัทเท็กมิรา จากแคนาดา กำลังพัฒนาตัวยาสำหรับรักษาอาการป่วยจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ด้วยเช่นกัน ขณะที่ฮูอยู่ระหว่างหารือเป็นการภายใน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนำยาทดลองลักษณะนี้มาใช้จริงในวงจำกัด แม้ตัวยาจะยังไม่ได้รับใบอนุญาตก็ตาม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากการใช้ยาเหล่านี้ไม่ได้ผล หรือไม่สามารถจำกัดของเขตของการแพร่ระบาดได้ วิธีที่ "ดีที่สุด" คงหนีไม่พ้นวิธีดั้งเดิม นั่นคือมาตรการเฝ้าระวังผู้แสดงอาการป่วยคล้ายเป็นผลจากเชื้อไวรัสอีโบลา การกักบริเวณผู้ได้รับเชื้อ และการให้ความรู้กับประชาชนอย่างถูกต้อง ว่าเชื้อไวรัสอีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวที่ออกมาจากร่างกายของผู้ป่วยเท่านั้น ขณะที่วิธีการกำจัดร่างผู้เสียชีวิตต้องผ่านกระบวนการทำลายที่ถูกสุขลักษณะกว่านี้ เพื่อตัดความเสี่ยงที่เชื้อจะแพร่กระจายออกจากศพด้วย
ที่มา: http://www.dailynews.co.th/
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น